เวบ/อินเตอร์เน็ตเทคโนโลยี ระบบปฏฺบัติการและซอฟท์แวร์ ซอร์สโค๊ด/โอเพนซอร์ส เทคโนโลยีฐานข้อมูล ระบบเครือข่ายและความมั่นคง เอ็มไอเอส/อีบิสสิเนส อื่น ๆ เกี่ยวกับไอ.ที. อื่น ๆ ไม่เกี่ยวกับไอ.ที.

อื่น ๆ เกี่ยวกับไอ.ที.

เครื่องวัดความดัน วัดอุณหภูมิ และตรวจนับการเต้นของชีพจร ตอนที่ 1

เครื่องวัดความดัน วัดอุณหภูมิ และตรวจนับการเต้นของชีพจร
อัปเดท ( 18 พฤษภาคม 2547 ) , แสดง (67,353) , ความคิดเห็น (28) , พิมพ์  
 
อื่น ๆ เกี่ยวกับไอ.ที.
เครื่องวัดความดัน วัดอุณหภูมิ และตรวจนับการเต้นของชีพจร ตอนที่ 1 เครื่องวัดความดัน วัดอุณหภูมิ และตรวจนับการเต้นของชีพจร
เทคโนโลยีบัสคอมพิวเตอร์ (Computer Bus Technology) ตอนที่ 1 Trend of technology จะพูดถึง แนวทางของ BUS ในอนาคต
RAID:Redundant Array of Independent Disks เอาดิสก์หลายๆตัวมารวมกัน ประสิทธิภาพที่ได้จากการใช้งานจะมากกว่า
Wi-Fi Internet Trend (แนวโน้มไว-ไฟในอนาคต) เทคโนโลยีสื่อสารไร้สาย แต่ในอนาคตอันใกล้นี้
เทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูล(Encryptio/Decryption) การที่ทำเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพื่อไม่ให้สามารถแปลความได้
ISO/IEC 17799 (BS7799) เกี่ยวข้องกับข้อมูลอย่างไร ? มาตรฐานเกี่ยวกับการจัดการในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล
มีอะไรอยู่ในฮาร์ดดิกส์นอกจากแผ่นโลหะกลม ๆ มีแผ่นกลม ๆ อยู่ 3-4 แผ่น และก็วงจร อีกนิกหน่อย
ระบบไฟล์ File Allocation Table (FAT) ระบบไฟล์นั้นเป็นตารางที่ใช้บอกตำแหน่งของข้อมูลต่างๆ ที่อยู่บน Harddisk ว่าอะไรอยู่ตรงไหน
คลื่นยักษ์สึนามิ กับ IT (Disaster Recovery) คลื่นยักษ์สึนามิ กับ IT (Disaster Recovery)
เมกะไบท์ กิกะไบท์ เทราไบท์ แล้วต่อไปจะเป็นอะไร ? เมกะไบท์ กิกะไบท์ เทราไบท์ แล้วต่อไปจะเป็นอะไร ?

ครับ เครื่องวัดความดัน วัดอุณหภูมิ และตรวจนับการเต้นของชีพจร อันนี้เป็น Project ที่ทำครั้งยังศึกษาอยู่ สำหรับ project นี้ความยาก(เอามากๆ)อยู่ที่ต้องนำมาใช้กับ คนจริง ๆ กว่าจะผ่าน ได้ ต้องปรับแต่งกันหลาย ครั้งมาก แค่ออกแบบวงจรให้ตรวจจับสัญญาณครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ออกแบบซะวุ่นเลย สุดท้ายมาจบที่ D-Flip Flop ตัวเดียว นอกจากนี้ แต่คนที่ได้ทดลองใช้ ดู สภาพร่างกายไม่เหมือนกันสักคน โดยเฉพาะส่วนของความดัน ซึ่งตอนที่แพทย์ ตรวจวัดจริงๆ ก็เป็นการประมาณ ที่มี Error ได้ถึง +-10% เพราะ ความดันที่ได้ ขึ้นอยู่กับจังหวะชีพจรในขณะนั้นด้วย ตรงส่วนอื่น ๆ ก็ OK ถ้าจะใช้งานจริง ก็ต้อง ปรับปรุง หลายอย่าง หลังจากเสร็จ รู้สึกว่าได้อะไร หลายๆ อย่างเยอะมากๆ จากการทำ Project
หรับหัวข้อนี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วนย่อย ๆเพราะ เนื้อหาที่นำเสนอ ตัดออกมากแล้ว แต่ก็ยังเยอะอยู่ ส่วนแรก ที่เกี่ยวกับหลักการ ก็คือทฤษฎีเบื้องต้น,ส่วนที่สอง วงจรและการออกแบบ

  
 
อุณหภูมิร่างกายและการควบคุม

อุณหภูมิร่างกายของคนมีค่าคงที่คือประมาณ 37 องศาเซลเซียส หรือประมาณ 98.6 องศาฟาเรนไฮน์และอุณหภูมิจะถูกควบคุมให้คงที่อยู่เสมอภายในช่วง 1 องศาฟาเรนไฮน์แม้อุณหภูมิภายนอกร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปทั้งนี้เพราะร่างกายมีกลไกควบคุมอุณหภูมิที่ดี

1. อุณหภูมิร่างกายปกติ

เมื่อกล่าวถึงอุณหภูมิร่างกายปกติต้องแยกเป็นอุณหภูมิภายในและอุณภูมิผิวนอกซึ่งมีค่าไม่เท่ากัน

1)
อุณหภูมิภายใน (Core Temperature) เป็นอุณหภูมิที่อยู่บริเวณกลางของลำตัว ร่างกายต้องทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิภายในให้มีค่าคงที่ตลอดเวลาเมื่อกล่าวถึงอุณหภูมิส่วนนี้
2) อุณหภูมิผิวนอก (Surface Temperature) เปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิแวดล้อมแต่เมื่อต้องการทราบถึงความร้อนที่เก็บไว้ในร่างกาย ต้องหาอุณหภูมิเฉลี่ยดังนี้

อุณหภูมิเฉลี่ย = (0.7 * อุณหภูมิภายใน) + (0.3 * อุณหภูมิผิวนอก)

อุณหภูมิร่างกายปกติเมื่อวัดทางปาก (Oral Temperature) จะได้ 37 องศาเซลเซียส แต่ถ้าวัดทางทวารหนัก (Rectal Temperature) จะสูงขึ้นอีก 6 องศาเซลเซียส
อย่างไรก็ดี อุณหภูมิร่างกายของคนปกติสามารถแปรผันไปได้มาก ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยบางอย่างเช่น ในขณะออกกำลังกายอย่างหนัก จะทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้น อาจทำให้อุณหภูมิที่วัดทางทวารหนักเพิ่มขึ้นได้ถึง 101 – 104 องศาฟาเรนไฮน์ อีกนัยหนึ่งถ้าร่างกายต้องอยู่ในสภาพ แวดล้อมที่เย็นจัดก็อาจทำให้อุณหภูมิทางทวารหนักลดต่ำลงจนลดต่ำกว่า 97 องศาฟาเรนไฮน์ การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ก็ทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้นได้ หรือเมื่อร่างกายทำงานน้อย เช่น ในภาวะตอนเช้ามืดอุณหภูมิร่างกายก็จะต่ำลงไปได้บ้าง อุณหภูมิร่างกายขึ้นอยู่กับสมดุลระหว่างการเกิดความร้อนและการเสียความร้อนของร่างกาย


รูป การไหลเวียนโลหิตของผิวหนัง

2. ความผิดปกติของการควบคุมอุณหภูมิกาย

อุณหภูมิกายส่วนกลาง (Central Body Temperature) จะมีเปลี่ยนแปลงไปประมาณ 2 องศาเซลเซียส จากปกติ 37.5 องศาเซลเซียส จะไม่ทำให้การทำงานของร่างกายผิดไปมาก แต่ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นไปอีกจะเกิดภาวะอุณหภูมิสูงเกิน (Hypothermia) ทำให้ระบบประสาทส่วนกลางทำหน้าที่ผิดไปได้ แต่ถ้าอุณหภูมิกายลดลงจะทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะอุณหภูมิต่ำ (Hypothermia) ซึ่งจะทำให้การทำงานของระบบประสาทลดลง

ระบบการวัดความดันโลหิต

1. ระบบหมุนเวียนโลหิต (Cardio Vascular System)

ในระบบหมุนเวียนโลหิต สามารถแบ่งส่วนใหญ่ ๆ ได้ 2 ส่วน คือ หัวใจ (Cardiac) ซึ่งทำงานเป็นเสมือนแหล่งจ่ายกำลังงานให้โลหิต และอีกส่วนหนึ่งได้แก่ หลอดโลหิต (Bascular) ซึ่งเป็นทางผ่านของโลหิตไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายขณะเดียวกันก็เป็นไฮดรอลิดโหลดแก่ระบบด้วยพลังไฮดรอลิดซึ่งใช้ขับดันโลหิตผ่านไปยังส่วนต่างของร่างกายได้มาจากการบีบตัวของ กล้ามเนื้อหัวใจทุกๆ ครั้งของการเต้นของหัวใจเปรียบได้กับปั๊ม เราสามารถควบคุมโลหิตให้ ไหลผ่านเข้าและขับออกไปโดยตรงควบคุมการเปิด - ปิด ของลิ้นหัวใจ ช่วงการฉีดโลหิตจากหัวใจเรียกว่า Systole และช่วงการสูบโลหิตเข้ามาเรียกว่า Diastole

2. รูปคลื่นแรงดันโลหิต
  
 


การไหลของโลหิตในระบบมีลักษณะเป็นห้วงๆ ตามจังหวะการเต้นของหัวใจความดันที่เอาต์พุตของ Ventricle ซ้าย (Aorta) แสดงดังรูป
จากรูปคลื่นแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงความดันในช่วง 80 มม. ปรอท ซึ่งเป็นแรงดันต่ำสุด หรือ Diastolic Pressure และ 120 มม. ปรอทซึ่งเป็นแรงดันสูงสุดหรือ Systolic Pressure ความแตกต่างของแรงดันสูงสุด และต่ำสุดเรียกว่า Pulse Pressure ซึ่งในกรณีนี้เท่ากับ 40 มม. ปรอท และแรงดันเฉลี่ย (Mean Pressure) คือ ผลบวกของแรงดันสูงสุดบวกกับ 2 เท่าของแรงดันสุดท้ายหารด้วยสาม ความดันในออร์ต้า ทำให้โลหิตไหลผ่านระบบหมุนเวียน และเมื่อโลหิตไหลในระบบหมุนเวียนจะมีผลสองสิ่งที่ทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงบนรูปคลื่น สิ่งแรกคือหลอดโลหิตทั้งหมดจะมีความต้านทานการไหลเท่าใด แรงดันจะลดลงตามระยะทาง ผลประการที่สองที่มีต่อรูปคลื่นเป็นผลจากการที่โลหิตมีแรงเฉื่อย และการยืดหยุ่นตัวของหลอดโลหิต ในทางวงจรไฟฟ้าแรงเฉื่อย และการหยุ่นตัวของหลอดโลหิตเทียบได้กับค่าอินดัคแตนซ์ที่อนุกรมในวงจรและค่าคาปาซิแตนซ์ที่ขนานอยู่ตามลำดับ ผลของแรงเฉื่อยและการหยุ่นตัวของหลอดโลหิตต่อรูปคลื่นความดัน เมื่อโลหิตเคลื่อนผ่านเข้าหลอดโลหิต จะเปรียบได้กับผลของฟิลเตอร์ RLC ที่เกิดขึ้นกับรูปคลื่นสัญญาณ ไฟฟ้า

3. การวัดความดันโลหิต

เป็นแรงดันของโลหิตที่กระทบกับผนังของหลอดโลหิตแดงเมื่อไหลผ่านเป็นจังหวะความดันของโลหิตที่วัดมี 2 อย่างคือ ความดันซิสตอลลิค (Systolic Pressure) ซึ่งเป็นความดันที่เกิดจากการหดตัวของหัวใจด้านล่างซ้าย เพื่อฉีดโลหิตออกจากหัวใจจึงเป็นความดันที่สูงสุด สำหรับความดัน ไดแอสโตลิค (Diastolic Pressure) เป็นความดันที่วัดเมื่อหัวใจห้องด้านล่างซ้ายพัก จึงเป็นความดันที่ต่ำสุดและจะอยู่ในระดับนี้ตลอดเวลาภายในโลหิตแดง ความแตกต่างระหว่างความดันซิสตอลลิคกับความดันไดแอสโตลิค เรียกว่า ความดันชีพจร (Pulse Pressure)
การวัดความดันโลหิตเป็นการวัดถึงการทำงานของหัวใจและแรงต้านทานส่วนปลายของหลอดโลหิตการวัดความดันโลหิตจะวัดเป็นมิลลิเมตรปรอท (mm.Hg.) ซึ่งหมายถึงแรงดันปรอทขึ้นไปสูงกว่าความดันของบรรยากาศเป็นจำนวนกี่มิลลิเมตร ในผู้ใหญ่จะมีความดันโลหิตอยู่ระหว่าง 120/80 มิลลิเมตรปรอท ความดันโลหิตอาจจะเปลี่ยนแปลงไปจากปกติได้ ซึ่งเป็นไปได้ 2 ทางด้วยกัน คือ 1) ความดันโลหิตสูง (Hipertention) โดยทั่วไปให้ถือว่าความดันซิสตอลลิคสูงเกิน 140 มิลลิเมตรปรอทและหรือความดันไดแอสโตลิคสูงเกิน 90 มิลลิเมตรปรอท 2) ความดันโลหิตต่ำ (Hipotention) โดยทั่วไปให้ถือว่าความดันโลหิตซิสตอลลิคต่ำกว่า 100 มิลลิเมตรปรอท

4. ปัจจัยที่มีผลต่อความดันโลหิต

1) ปัจจัยด้านอายุ เด็กแรกเกิดจะมีความดันซิสตอลลิคประมาณ 40 - 70 มิลลิเมตรปรอท ในผู้ใหญ่ปกติจะมีความดันซิสตอลลิคระหว่าง 110 - 140 มิลลิเมตรปรอทและความดันไดแอสตอลลิคระหว่าง 60 - 80 มิลลิเมตรปรอท ผู้สูงอายุความดันจะสูงขึ้นเนื่องจากความยืดหยุ่นของหลอดโลหิตลดลง
2) ปัจจัยด้านการออกกำลังกายการออกกำลังกายเป็นการเพิ่มจำนวนโลหิตซึ่งถูกฉีดออกจากหัวใจ ทำให้ความดันสูงขึ้น ด้วยเหตุนี้ผู้ป่วยที่มีความดันสูงจำเป็นต้องให้พักมากๆ
3) ปัจจัยด้านความเครียดทางอารมณ์และร่างกาย ความเครียดทางอารมณ์ เช่น ความวิตกกังวล ความกลัว ความเครียดทางร่างกาย เช่น อาการปวดรุนแรงพอประมาณจะมีผลทำให้เพิ่มความดันโลหิตสูง โดยทั่วไปกระตุ้นระบบประสาท ซิมพาทีติค ผลคือจะไปเพิ่มจำนวนโลหิตที่ออกจากหัวใจและทำให้หลอดโลหิตแดงรองหดตัว แต่ถ้าหากมีอาการปวดอย่างรุนแรงหรือเกิดภาวะช็อค ศูนย์บังคับหลอดโลหิตจะถูกยับยั้งทำให้หลอดโลหิตขยายตัว ซึ่งจะทำให้ความดันโลหิตต่ำลง
4) ปัจจัยด้านอื่นๆ
4.1) ปัจจัยที่เกี่ยวกับเพศ หลังจากพ้นระยะวัยรุ่นไปแล้วพบว่าเพศชายจะมีความดันโลหิตสูงกว่าหญิงเล็กน้อย
4.2) ปัจจัยที่เกี่ยวกับรูปร่าง คนอ้วนความดันโลหิตสูงกว่าคนผอม
4.3) ปัจจัยที่เกี่ยวกับประเภทของโรค โรคที่เกี่ยวกับระบบไหลเวียน และโรคไตจะทำให้ความดันโลหิตสูง โรคเกี่ยวกับหัวใจจะทำให้ความดันโลหิตต่ำ
4.4) ปัจจัยที่เกี่ยวกับการใช้ยา ยาที่มีผลต่อการหดรัดตัวของหลอดโลหิตจะทำให้ความดันโลหิตสูงตรงข้ามกับยาขยายหลอดโลหิตจะทำให้ความดันโลหิตต่ำ
4.5) ปัจจัยที่เกี่ยวกับท่าทาง หากอยู่ในท่านอน ความดันโลหิตจะต่ำกว่าในท่านั่งหรือยืน
4.6) ปัจจัยที่เกี่ยวกับการรับประทานอาหาร และเครื่องดื่ม อาหาร และเครื่องดื่มบางชนิดจะเพิ่มความดันและบางชนิดลดความดัน

5. การวัดความดันโลหิต

การวัดความดันโลหิตในห้องหัวใจ และในหลอดโลหิต จะทำให้แพทย์ทราบถึงฟังก์ชั่นการทำงานของระบบหมุนเวียนโลหิต โดยดูจากขนาด และรูปคลื่น การวัดความดันโลหิตกระทำได้ 3 แบบคือแบบโดยตรง (Direct หรือ Invasive) แบบโดยอ้อม (Indirect หรือ Non Invasive) และแบบสัมพันธ์ (Relative หรือ Uncalibrated Indirect)

1) การวัดแรงดันโลหิตแบบโดยตรง สำหรับการวัดความดันโลหิตในหลอดโลหิตความดันภายในหลอดโลหิต จะส่งผ่านโลหิตที่บรรจุเต็มในแคทิเตอร์ และส่งแรงดันผ่านไปยังไดอะแฟรม ซึ่งเป็นแผ่นเนื้อเยื่อบางๆ แรงดันที่ส่งผ่านไดอะแฟรมจะถูกเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟฟ้าโดยทรานสดิวเซอร์ความดัน หรือนำไปเข้า มาโนมิเตอร์ ที่ใช้น้ำเกลือเป็นตัวส่งผ่านแรงดัน การตอบสนองความถี่ของการวัดโดยวิธีนี้ จะถูกจำกัดที่ตัวแคทิเตอร์เอง และการที่มีฟองอากาศอยู่ภายในแคทิเตอร์ ตลอดจนคุณสมบัติของสารที่ใช้ทำไดอะแฟรม และชนิดของ ทรานสดิวเซอร์ที่ใช้

2) การวัดความดันโลหิตทางอ้อม การวัดแรงดันโลหิตทางอ้อมจะใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Sphygmomanometer จะถูกอัดอากาศเข้าไปโดยการบีบลูกยางซึ่งแรงดันในคัฟจะไปกดหลอดโลหิตแดงทำให้โลหิตหยุดไหล โดยปกติการอัดอากาศเข้าไปจะให้ความดันในคัฟอยู่สูงกว่าแรงดันสูงสุดที่คาดว่าจะมีในเส้นโลหิตนั้น แล้วค่อยๆ ลดความดันในคัฟลงอย่างช้าๆ และเมื่อความดันในคัฟลดลงเท่าแรงดันสูงสุดในหลอดโลหิตจึงทำให้โลหิตเริ่มฉีดผ่านไปได้ การที่โลหิตฉีดผ่านหลอดโลหิตแคบๆ จะทำให้เกิดเสียงของการฉีดขึ้นเรียกว่าเสียง Korot Koff ซึ่งสามารถฟังได้โดยใช้สเต็ตโตสโคป และเมื่อทำการลดความดัน ในคัฟต่อไปจนแรงดันเท่ากับแรงดันต่ำสุดเสียง Korot Koff จะหายไป และโลหิตจะเริ่มไหลได้ตามปกติ แรงดันในคัฟที่อ่านได้เกิดเสียง Korot Koff ครั้งแรกจะใกล้เคียงกับแรงดัน ซีสโตล และแรง-ดันที่ผ่านได้เมื่อได้ยินเสียง Korot Koff สุดท้ายจะใกล้เคียงกับแรงดันไดแอสโตล

รูป การวัดแรงดันโลหิตโดยอ้อม


รูปลักษณะของเครื่องวัดความดันโลหิตทางอ้อม

3) การวัดความดันโลหิตแบบสัมพันธ์

หลักการของการวัดความดันโลหิตแบบสัมพันธ์ คือการวัดแรงดันภายนอกผิวหนังที่ส่งผ่านมาจากแรงดันของโลหิต ในหลอดโลหิตผ่านผนังหลอดโลหิต และผิวหนังเรียกหลักการนี้ว่า โทโนมิเตอร์ ความดันโลหิตจะเป็นสัดส่วนกับแรงกดบน Arterial Rider หารด้วยพื้นที่หน้าตัด จากลักษณะของ โทโนมิเตอร์จะเห็นว่าความดันที่อ่านได้จะมากกว่าความดันในหลอดโลหิตเสมอทั้งนี้เพราะจะมีแรงกดโดยผิวหนังเกิดขึ้นด้วย ดังนั้นการวัดความดันด้วยวิธีนี้ จะต้องทำการ คาริเบตเป็นราย ๆ ไปก่อนเพื่อให้การวัดได้ค่าที่ถูกต้อง การใช้งานทั่วไปจะใช้แบบทางอ้อม โดยที่พันแขนสำหรับเครื่องวัดความดันมีขนาดต่างกัน ของผู้ใหญ่จะกว้างประมาณ 12 – 14 เซนติเมตร สำหรับของเด็กจะเล็กกว่า คือ เด็กอายุ 7 – 12 ปี กว้างประมาณ 9 – 10 เซนติเมตร เด็กอายุ 2 – 6 ปีกว้างประมาณ 7 – 8 เซนติเมตร เด็กอายุขวบปีแรกกว้างประมาณ 3 – 4 เซนติเมตร บางชนิดใช้ขอเกี่ยวบางชนิดใช้พันแล้วม้วนเหน็บไว้ บางชนิดเป็นเทปสักหลาด เครื่องวัดความดันบางชนิดเป็นเครื่องไฟฟ้า ซึ่งไม่ต้องใช้เครื่องฟังตรวจ ตัวเลขของ ความดันจะปรากฎบนจอภาพเหมาะสำหรับผู้ป่วยหนักที่ต้องตรวจสอบอยู่บ่อยๆ ในการวัดความดันที่ต้องใช้เครื่องฟังตรวจนั้น พยาบาลจะได้ยินเสียงเป็นลำดับ ครั้งแรกเมื่อพันแขนด้วยผ้าพันแขนแล้วบีบลมเข้าจนกระทั่งไม่ได้ยินเสียงแสดงว่าโลหิตหยุดไหลผ่าน หลอดโลหิตแดง เมื่อปล่อยความดันลมออกความดันในผ้าพันแขนจะลดลงจนกระทั่งโลหิตไหลผ่านอีก ณ จุดที่เสียงดังเริ่มแรกนั้นเป็นจุดที่หัวใจห้องล่างด้านซ้ายหดรัดตัวฉีดโลหิต เสียงที่ได้ยินครั้งแรกเรียกว่าความดันซิสตอลลิค ในขณะที่ความดันในผ้าพันแขนลดลงเสียงจะเปลี่ยนไปไม่ชัดเจนและในที่สุดจะเงียบไป ซึ่งถือว่าเป็นความดันในหลอดโลหิตแดงในขณะที่หัวใจห้องล่างด้านซ้ายพัก จุดที่เสียงเริ่มเปลี่ยน หรือจุดที่เสียงเงียบหายไปคือจุดแสดงความดันไดแอสตอลลิค ในขณะที่หลอดโลหิตแดงปกติ ความดันไดแอสโตลิคที่แท้จริงจะอยู่ต่ำกว่าจุดเริ่มเปลี่ยนแปลงเสียง 10 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งก็เป็นตำแหน่งเดียวกับที่เสียงหายไป สำหรับผู้ป่วยซึ่งมีหลอดโลหิตแดงกระด้างเสียงจะเริ่มเปลี่ยนไป หลังจากถึงจุดความดันไดแอสโตลิคแล้วเล็กน้อย โดยสรุปในการวัดความดันโลหิตให้ถือปฏิบัติดังนี้คือ

3.1) ความดันซิสตอลลิค จุดแรกเมื่อเริ่มได้ยินเสียงครั้งแรก
3.2) ความดันไดแอสโตลิค จุดสุดท้ายที่เสียงเริ่มเปลี่ยนหรือเสียงหายไป ตำแหน่งที่วัดความดันโลหิตโดยทั่วๆ ไปวัดที่หลอดโลหิตแดงที่ข้อพับแขน (Brachial Artery) หากมีเหตุจำเป็นวัดบริเวณนี้ไม่ได้ ให้วัดที่หลอดโลหิตแดงที่ข้อพับเข่า (Popliteal Artery)

การตรวจจับชีพจร

ชีพจรเป็นแรงสะเทือนของกระแสโลหิต ซึ่งเกิดจากการบีบตัวของหัวใจห้องล่างด้านซ้าย ทำให้ผนังของหลอดโลหิตแดงขยายออกเป็นจังหวะ เป็นผลให้สามารถจับชีพจรได้ตลอดเวลาบริเวณที่สัมผัสได้ คือส่วนผิวของร่างกายที่มีหลอดโลหิตแดงผ่านเหนือหรือข้างๆ กระดูก โดยมากเรียกชื่อชีพจรตามตำแหน่งของหลอดโลหิตที่จับได้


รูป
ที่อยู่ของชีพจรในร่างกาย

สิ่งที่ต้องสังเกตในการจับชีพจร

อัตราความเร็วของชีพจร หมายถึง อัตราการเต้นของหัวใจต่อ 1 นาที มีปัจจัยต่างๆที่ทำให้อัตราความเร็วของหัวใจแตกต่างกันซึ่งขึ้นอยู่กับสิ่งต่อไปนี้ คือ
1) ปัจจัยที่เกี่ยวกับอายุ สามารถแสดงอัตราการเต้นของชีพจรเป็นจำนวนครั้ง/นาที โดยเทียบตามอายุหรือวัย

2) ปัจจัยที่เกี่ยวกับเพศ ผู้หญิงจะมีความเร็วกว่าชายเล็กน้อยในช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่

3) ปัจจัยที่เกี่ยวกับการออกกำลังกาย โดยปกติชีพจรจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อได้ออกกำลังกายเนื่องจากในระหว่างการออกกำลังกาย กล้ามเนื้อต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้น จึงทำให้การเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นเพื่อจะได้นำออกซิเจนไปกับกระแสโลหิต

4) ปัจจัยที่เกี่ยวกับอารมณ์
อัตราการเต้นของหัวใจขึ้นอยู่กับระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งมี 2 ส่วน คือ ระบบประสาทซิมพาทีติค และพาราซิมทีติค อารมณ์ที่เกิดขึ้นเช่น ความกลัว ความโกรธ ความวิตกกังวล การรับรู้ความเจ็บปวด จะไปกระตุ้นระบบประสาทซิมพาทีติคทำให้หัวใจ บีบตัวเร็วขึ้นสำหรับการกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมทีติคทำให้หัวใจเต้นช้าลง เช่น ดิจิทาลิส มักใช้ในรูปของ มักใช้ในรูปของยาเพื่อกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาทีติค โดยเฉพาะประสาท เวกัส หากหัวใจเต้นเร็วเกิน 100 ครั้งต่อนาทีขึ้นไปในผู้ใหญ่ ถือว่าชีพจรเต้นเร็ว ในทางตรงกันข้ามถ้าหัวใจเต้นช้ากว่า 60 ครั้งต่อนาที ถือว่าชีพจรเต้นช้า

5) ปัจจัยที่เกี่ยวกับอุณหภูมิความร้อน
การนำความร้อนมาใช้ภายนอกร่างกายเป็นเวลานานๆ ก็เช่นเดียวกับ ความร้อนที่เกิดขึ้นในร่างกายคือมีไข้ขึ้นนั้น จะทำให้ชีพจรเต้นเร็วขึ้น และ ชีพจรจะเร็วขึ้นเมื่อความดันของโลหิตลดลงจากผลของหลอดโลหิตส่วนปลายขยายออกเมื่อถูก ความร้อน

6) ปัจจัยที่เกี่ยวกับการใช้ยา
ยาบางชนิดลดอัตราความเร็วของชีพจรและบางชนิดเพิ่มอัตราความเร็วของชีพจร

7) ปัจจัยที่เกี่ยวกับการตกโลหิต
การสูญเสียโลหิตจากระบบหลอดโลหิตประมาณ 10% ของจำนวนโลหิตทั้งหมด (จำนวนโลหิตทั้งหมดในระบบหลอดโลหิตของผู้ใหญ่มีประมาณ 5 ลิตร) จะทำให้ชีพจรเร็วขึ้น

8) ปัจจัยที่เกี่ยวกับการใช้ท่าทาง
เมื่ออยู่ในท่ายืนชีพจรจะเร็วกว่าเมื่ออยู่ในท่านั่งหรือนอน ทั้งนี้เพราะหัวใจต้องบีบตัวให้เร็วขึ้นเพื่อฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกาย

9) ปัจจัยเกี่ยวกับจังหวะชีพจร
ชชีพจรจะเต้นเป็นจังหวะ มีช่วงพักระหว่างจังหวะแต่ละช่วงพักใช้เวลาเท่ากัน ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า ชีพจรสม่ำเสมอ ส่วนชีพจรที่เต้นไม่เป็นจังหวะแต่ละช่วงพักไม่สม่ำเสมอเรียกว่าชีพจรไม่สม่ำเสมอ

10) ปัจจัยเกี่ยวกับปริมาตรชีพจร
ขึ้นอยู่กับแรงของโลหิตในการกระทบชีพจรปกติรู้สึกได้ด้วยการกดนิ้วลงตรงบริเวณที่จะวัดด้วยแรงพอประมาณ แต่ถ้ากดแรงมากไปจะไม่ได้รับความรู้สึก ถ้าแรงดันโลหิตดีชีพจรจะแรง แรงดันโลหิตอ่อนชีพจรจะเบา

11) ปัจจัยเกี่ยวกับความยืดหยุ่นของผนังของหลอดโลหิตแดง
ปกติผนังของหลอดโลหิตจะตรงและเรียบ มีความยืดหยุ่นดี ในคนที่สูงอายุผนังหลอดโลหิตแดงมีความยืดหยุ่นน้อย ขรุขระ และไม่สม่ำเสมอ

ตอนที่ 2 >>



เขียนโดย : จักรกฤษณ์ แร่ทอง

นายไพศาล ทุมมาศ
11 Nov 2004 , 03:10 PM
ตอนนี้กระผมกำลังศึกษาอยู่เรียนวิศวอิเล็กทรอนิกส์อยู่และกำลังหาโปรเจ็คอยู่ครับ ผมอยากจะได้ข้อมูลโดยละเอียดไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมที่เขียนลงใน MCS 51 ด้วยครับ อยากได้เร็วที่สุดครับเพราะอาจารย์เร่งมากครับผม ขอบคุณครับ

จักรกฤษณ์
18 Nov 2004 , 09:08 AM
ข้อมูลที่เก็บใน CD ไว้ตอนนี้มันอ่านไม่ได้ซ่ะแล้ว มีข้อมูลอยู่แผ่นอื่นแต่ยังหาไม่เจอ การเขียนโปรแกรมมันอยู่ที่ว่าปัญหามันคืออ่ะไร แล้วจะเขียนยังงัยเพื่อแก้ปัญหา หรือมี Input อย่างเนี้ยต้องการ Output แบบเนี้ย ต้องเขียนยังงัย ถ้าเขียนได้แล้วคุณจะรู้ว่า Project ให้อะไรๆ มากกว่า Sourcecode ..

นุ้ย
23 Nov 2004 , 07:18 PM
ดีมีสาระ

ปัญญา
23 Dec 2004 , 10:08 AM
เครื่องอ่านอุณหภูมิใช้ Sensor PT 100 เขียนใครมีข้อมูลช่วยหน่อยครับ

ขัยวัฒน์ แท่นจินดารัตน์
12 Jul 2005 , 07:45 PM
ผมขอข้อมูลทั้งหมดได้ไหมครับ ผมทำรายงานเรื่อง mcs51 อยากได้มากครับเป็นprojectที่ดีมาก ขอความกรุณาครับ ขอเร็วมากๆ

ชัยวัฒน์ แท่นจินดารัตน์
12 Jul 2005 , 07:47 PM
ผมขอข้อมูลทั้งหมดได้ไหมครับ ผมทำรายงานเรื่อง mcs51 อยากได้มากครับเป็นprojectที่ดีมาก ขอความกรุณาครับ ขอเร็วมากๆนะครับขอบพระคุณมากจริง

กลยุทธ
25 Jul 2005 , 03:09 PM
คือผมสนใจProject ของคุณมากนะครับอยากได้ข้อมูลการทำได้ไหมครับ ตอบกลับด้วย

ภาคภูมิ เรืองแก้ว
03 Aug 2005 , 05:36 AM
ตอนนี้กระผมกำลังศึกษาอยู่เรียนวิศวอิเล็กทรอนิกส์อยู่และกำลังทำโปรเจ็ค เรื่องเครื่องวัดตรวจนับการเต้นของชีพจร อยู่ครับ ผมอยากจะได้ข้อมูลโดยละเอียด อยากได้เร็วที่สุดครับเพราะอาจารย์เร่งมากครับผม ขอบคุณครับ

chutima
06 ธ.ค. 2548 , 07:51 PM
ต้องการเครื่องวัดความดันจำนวน 100 เครื่อง/เดือนในราคาส่ง ช่วยส่ง mail หรือโทรกลับ 09-4880407

Suchart Sununkingpet
06 ม.ค. 2549 , 10:31 AM
ผมศึกษาอยู่สาขาคอมพิวเตอณ์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งกำลังทำโปรเจคจบเกี่ยวกับ SDCC of MCS51 อยากขอให้ผู้ที่มีความรู้ช่วยส่งข้อมูลมาให้หน่อยนะครับ เพราะตอนนี้ผมกำลังทำเป้นตัวต้นแบบฉบับของคนไทยเอง เพื่อให้นักศึกษารุ่นน้องได้ใช้งานครับ

นาย จิรศักดิ์ ภูมิฐาน
06 ก.พ. 2549 , 12:41 AM
ตอนนี้ผมก็กำลังทำโครงงานเกี่ยวกับเครื่องวัดอุณหภูมิอยู่ เลยอยากจะขอ ซอร์ตโค้ด ที่ใช้ เขียนลงใน mcs 51 ด้วยครับ ถ้าได้รึไม่ได้ขอให้เมล์กลับด้วยครับ กำลังปวดหัวเลยครับ ขอบคุณครับ

supawit treewisawawet
19 มี.ค. 2549 , 10:12 PM
ตอนนี้ผมกำลังศึกษาภาคนิพนธ์เกี่ยวกับเก้าอี้ที่สามารถแสดงสีสันตามอุณหภูมิของร่างกายมนุษย์เมื่อได้นั่งเก้าอี้ตัวนี้บวกกับสามารถฟังเพลงจากการการเชื่อมต่อ USB เข้ากับตัวเก้าอี้ได้ ไม่ทราบว่าพอจะมีข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีประเภทนี้หรือเปล่าครับ ผมเคยไปถามแถวคลองถมแล้ว แต่เขาบอกว่าไม่รู้จัก

Pun
20 เม.ย. 2549 , 09:19 AM
ผมกำลังจะทำโปรเจคเรื่องนี้อยู่เลยครับ แต่ยังไม่ค่อยมีความรู้และประสบการณ์เท่าไหร่ อยากจะขอข้อมูลเพิ่มเติมอย่างละเอียดในส่วนของวงจรและอุปกรณ์ความดันเลือด ยังไงช่วยติดต่อกลับด้วยครับ ขอบคุณมากครับ

หมอก
06 พ.ค. 2549 , 03:14 PM
ใช้โปรแกรมอะไรเขียน PC แสดงผลครับ ผมทำโปรเจคเกี่ยวกับการวัดอุณหภูมิแบบไร้สายใช้ ds1820 แต่อยากได้คำแนะนำเกี่ยวกับ PC ช่วยแนะนำหน่อยครับ

ณัฐพล
16 พ.ค. 2549 , 04:11 PM
มีเครื่องเบิร์น 51 เบอร์ AT89S8252 ไหม ราคาเท่าไหร่

โนช
21 มิ.ย. 2549 , 10:29 PM
พี่ครับตอนนี้ผมทำโปรเจคเหมือนพี่เลยคือเครื่องวัดสัญญานชีพทั้ง 3 อย่างเนี่ยะเเหละคือตอนนี้ทางกลุ่มกำลังปวดหัวเครื่องวัดความดันมากไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร คือตอนนี้ยังอยุ่ที่ 0 เปอเซ้นอยู่เลยครับยังไงพี่ก็ช่วยเเนะนำเเนวทางหน่อยนะครับเพราะผมติดไอได้เเค่เทอมนี้เทอมเดียวเอง ถ้าพี่ช่วยเเนะนำเเนวทางสว่างให้ผมผมจะไม่ลืมพระคุณพี่เลยครับ ถ้ามาเชียงใหม่เมื่อไรจะ ปมจะเป็นไกด์เเละเลี้ยงดูปูเสื่อพี่อย่างดีเลยครับ จากคนหมกหนทางสู้

bunjng
07 ก.ค. 2549 , 03:03 PM
อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับการควบคุม MCS_51 หลายๆตัวโดยตัวหนึ่งเป็นตัว Mater และอีกตัวเป็นตัว slave1,slave2,....slave3 ทำอยางไรครับ ขอบคุณครับ

ฟิล์ม
23 ก.ค. 2550 , 11:33 AM
อยากได้ตัวโปรแกรมคับเพราะว่าอยากทำโปรเจคนี้อยู่ต้องการด่วนคับยังไงบอกด้วยนะคับ

ไปร์ส
29 พ.ค. 2551 , 02:14 PM
มีสาระดี

สุนันทา
21 มิ.ย. 2551 , 06:03 PM
ดิฉันกำลังทำ Project เกี่ยวกับความดันอยู่คะ อยากจะได้ข้อมูลอย่างละเอียดได้ไหมคะ ขอบคุณคะ
1 2

ความคิดเห็น/แนะนำ/ติชม/อื่นๆ เกี่ยวกับบทความนี้
ชื่อของคุณ  : *     อีเมล : *    
ความคิดเห็น : *    
      อีเมลล์จะไม่ถูกเปิดเผย (นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล)

Copyright © 2002 - 2014 by www.NEXTPROJECT.net All rights reserved. Policy